อานิสงส์การถวายภัตตาหาร

0
26

อานิสงส์การถวายภัตตาหาร

อานิสงส์การถวายภัตตาหาร


โดย….พระธรรมปริยัติโมลี   เจ้าอาวาสวัดบพิตรพิมุข

 คำว่า อานิสงส์การถวายภัตตาหาร นั้น เมื่อแยกออกแล้ว ก็แยกได้เป็น ๔ คำ คือ อานิสงส์+การถวาย+ภัตต์+อาหาร

 อานิสงส์ ในภาษาบาลี ใช้คำว่า อานิสงสะ หมายถึง ผลแห่งกุศล ผลดี ประโยชน์
การถวาย ในภาษาบาลี ใช้คำว่า ทานะ หมายถึงการมอบให้(ใช้สำหรับผู้ใหญ่และพระภิกษุสงฆ์)
 ภัตต์ ในภาษาบาลี ใช้คำว่า ภัตตะ หมายถึงของที่กินได้ เครื่องคำจุนชีวิต
 อาหาร ในภาษาบาลี ใช้คำว่า อาหาระ หมายถึงการกลืนกินลงไปทางปากทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้


เมื่อรวมคำทั้ง ๔ คำนี้แล้ว ก็หมายถึงผลดีที่เกิดขึ้นจากการถวายเครื่องค้ำจุนชีวิตแก่พระสงฆ์

ความเป็นมาของการนับถือพระพุทธศาสนา

 ชาวไทยเรานั้นนับแต่โบราณกาลเป็นผู้ยอมรับนับถือพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าเป็นคำสอนที่มีเหตุผลเป็นคุณประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่เป็นคำสอนที่สนับสนุนใครอื่นนอกจากตนเอง เป็นคำสอนที่ประกอบด้วยเหตุผลอย่างแท้จริง เป็นหลักการดำเนินชีวิตของมนุษย์จนทำให้คนไทยในสมัยนั้นประกาศได้ว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ทั้งนี้ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงสติปัญญาอันเฉลียวฉลาดของบรรพชนไทยว่า ท่านได้ใคร่ครวญ สอบสวนคำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดีแล้ว จึงยอมรับนับถือพระศาสนา จนเป็นมรดกตกทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ จึงสมควรอย่างยิ่งที่พวกเราอนุชนรุ่นหลังควรจะถนอมรักษาเทิดทูลสมบัติอันล้ำค่านี้ไว้ ด้วยการดำเนินชีวิตไปตามแนวคำสอนของพระพุทธศาสนา อย่างที่บรรพชนได้เคยปฏิบัติมาแล้ว

อุปนิสัยของชาวพุทธ
บุคคลที่เป็นพุทธศาสนิกชน ผู้ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา ที่เรียกกันว่า ชาวพุทธ นั้น ส่วนมากจะเป็นคนที่ชอบรักษาคุณภาพของจิตใจให้สูงขึ้นตามหลักธรรมตลอดชีวิต ในพระพุทธศาสนาเรียกว่า คุณธรรม ๕ ประการ หรือคุณธรรมของคน ๕ ประการ คือ
๑. มีจิตใจประกอบด้วยเมตตา ไม่โหดร้ายทารุณ
๒. หาเลี้ยงชีวิตโดยชอบธรรม ไม่คดโกง
๓. ยินดีพอใจเฉพาะคู่ครองของตน
๔. เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต
๕. มีสติสัมปชัญญะทุกเมื่อ

คุณธรรมทั้ง ๕ ประการนี้ เป็นเครื่องยกระดับความเป็นมนุษย์ให้สูงขึ้นกว่าสัตว์ดิรัจฉานและนอกจากรักษาคุณธรรมทั้ง ๕ ประการ ให้บริสุทธิ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมมนุษย์ด้วยความสุขแล้ว ยังมีความประสงค์จะยกตนให้สูงกว่าคนธรรมดาทั่วๆไป โดยมีความประสงค์จะสร้างสม อบรมบุญญาบารมีซึ่งเป็นบุพเพกตบุญญตาสำหรับตนต่อไปในชาติหน้าอีก จึงมีจิตศรัทธา เลื่อมใส ยินดี พอใจในการปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามหลักคำสอนของพระพุทธองค์อีก จึงมีการจ่ายทรัพย์ของตนเพื่อถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสามเณรผู้ประเสริฐ

หน้าที่ของพระภิกษุสามเณร
พระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนานั้น ประชาชนเคารพนับถือว่า เป็นผู้ประเสริฐ และท่านทำหน้าที่สืบทอดอายุพระพุทธศาสนา รักษาพระพุทธศาสนา และ พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ให้ดำรงมั่นสืบต่อไป ไม่ให้ขาดสูญไปจากโลกนี้ ด้วยการปฏิบัติตนต่อพระพุทธศาสนาครบ ๒ ประการคือ
๑. เป็นผู้สืบต่ออายุพระพุทธศาสนาด้วยการถือเพศบรรพชิต เป็นนักบวชในพระพุทธศาสนา เป็นผู้ทรงผ้ากาสาวพัสตร์  เป็นประดุจธงชัยของพระอรหันต์ เป็นสัญญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาซึ่งปรากฎแก่สายตาชาวโลกอยู่แล้ว
๒. เป็นผู้สืบต่ออายุพระพุทธศาสนาด้วยการทรงจำคำสอนและการศึกษาเล่าเรียน พระพุทธวจนะแล้ว นำมาประพฤติปฏิบัติด้วยตนเอง และนำไปเทศนาสั่งสอนประชาชนชาวโลกให้ละเว้นจากความชั่ว ทำแต่ความดีต่อไป

คุณธรรมของพระภิกษุสามเณร
พระภิกษุสามเณรนั้น ถือว่าเป็นพุทธสาวก เป็นบุญเขตของชาวโลก ต้องประกอบด้วยคุณงามความดี ๙ ประการ คือ
๑.เป็นผู้ปฏิบัติดี
๒.เป็นผู้ปฏิบัติตรง
๓.เป็นผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อความพ้นจากทุกข์
๔.เป็นผู้ปฏิบัติชอบยิ่ง
๕.เป็นผู้สมควรแก่สิ่งของที่เขานำมาบูชา
๖.เป็นผู้สมควรแก่สิ่งของต้อนรับ
๗.เป็นผู้สมควรแก่สิ่งของที่เขานำมาถวายเพื่อต้องการบุญ
๘.เป็นผู้สมควรแก่การกราบไหว้
๙.เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของชาวโลก

เหตุผลในการถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสามเณร
การถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนานั้นได้ชื่อว่า บำรุงพระพุทธศาสนาส่วนหนึ่ง เพราะว่า พระพุทธศาสนาจะดำรงมั่นคงอยู่ได้นั่น ก็ต้องอาศัยบริษัท ๔ คือ พระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา(แต่ในปัจจุบันนี้ ภิกษุณีไม่มีแล้ว ก็เหลือเพียงบริษัท ๓ เท่านั้น)

สำหรับอุบาสก อุบาสิกานั้น เป็นผู้ครองเรือนมีกิจธุระมากในการทำมาหาเลี้ยงชีพ ย่อมไม่ค่อยมีเวลาศึกษาพระพุทธวจนะให้บริบูรณ์สมบูรณ์ได้ ส่วนพระภิกษุสามเณรนั้น ได้ชื่อว่าเป็นผู้สละแล้วซึ่งเคหสถานบ้านเรือน บิดามารดา ญาติพี่น้อง เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระพุทธวจนะโดยตรง ย่อมจะมีโอกาสในการศึกษาเล่าเรียนพระพุทธวจนะให้บริบูรณ์สมบูรณ์ได้เท่าที่ตนเองมีความสามารถจะศึกษาได้ เมื่อมีความรู้ความเข้าใจพอสมควรแล้ว ก็นำไปอบรมสั่งสอนอุบาสก อุบาสิกา อีกทอดหนึ่ง แต่พระภิกษุสามเณรจะดำรงอยู่ในสมณวิสัย ศึกษาเล่าเรียนได้นั่นก็ต้องอาศัย อุบาสก อุบาสิกา คอยอุปถัมภ์บำรุงด้วยปัจจัย ๔ คือ ผ้าเครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และ ยารักษาโรค เพราะพระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนาไม่สามารถจะประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงชีวิตเหมือนอย่างฆราวาสได้ จึงจำเป็นต้องอาศัย อุบาสก อุบาสิกาในการเป็นอยู่ ถ้าขาดการอุปถัมภ์ในด้านปัจจัย ๔ จากอุบาสก อุบาสิกาแล้ว พระภิกษุสามเณรก็จะอยู่ไม่ได้ จำเป็นต้องสึกหาลาเพศไปเป็นอุบาสก มีชีวิตอย่างฆราวาสต่อไป

อุบาสก อุบาสิกา นอกจากจะเป็นพลเมืองของประเทศเสียภาษีตามหน้าที่ ดำเนินชีวิตไปตามกฎหมายบ้านเมืองแล้ว ยังต้องนับถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่เคารพแล้วยังต้องทำหน้าที่รักษาพระรัตนตรัยตามฐานะเหมือนกัน จะปล่อยปละละเลยให้เป็นหน้าที่ของพระภิกษุสามเณรนั่นไม่สมควรอย่างยิ่ง

เหตุผลสำคัญในการถวายภัตตาหารอีกประการหนึ่งคือ บางคนหวังผลตอบแทนจึงถวาย โดยมีจิตผูกพันคิดว่าเราจากโลกนี้ไปแล้ว จะได้มีกินมีใช้ไม่ลำบาก บางคนถวายโดยคิดว่าเป็นการกระทำในสิ่งที่ดี เป็นการเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อผู้อื่น บางคนคิดว่าพ่อแม่ ปู่ ยา ตา ยาย ได้เคยถวายกันมาแล้ว เราไม่ควรละเลยประเพณีของวงศ์ตระกูล ควรอนุรักษ์เอาไว้  บางคนถวายภัตตาหาร เพราะคิดว่าพระภิกษุสามเณรไม่สามารถหุงหาอาหารอย่างฆราวาสได้ บางคนถวายภัตตาหารเป็นการเสริมสร้างเกียรติยศชื่อเสียงของตนเอง บางคนถวายภัตตาหารโดยคิดว่า เมื่อถวายแล้ว จิตใจจะผ่องใสเกิดปีติโสมนัสยินดี บางคนถวายภัตตาหารเพื่อส่งเสริมคุณภาพจิต แต่งจิตให้ดี ให้งามขึ้นให้ปราศจากความตระหนี่ เห็นแก่ตัว

หลักการในการถวายภัตตาหาร
การถวายภัตตาหารในพระพุทธศาสนานั้น เป็นการทำบุญด้วยการถวายทานแด่พระภิกษุสามเณร ในการถวายภัตตาหารนี้ ผู้ถวายต้องคำนึงถึงหลักใหญ่ๆ ๓ ประการคือ

 ๑.ภัตตาหารที่จะถวายนั้น จะต้องเป็นของที่ตนหามาได้โดยสุจริต
๒.เจตนา คือ การตั้งใจในการถวาย ต้องมุ่งเพื่อชำระกิเลส เป็นประการสำคัญ
๓.บุคคล คือ ตัวผู้ถวายต้องเป็นผู้มีศีล และผู้รับภัตตาหารต้องเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์เหมือนกัน

ความบริสุทธิ์ของภัตตาหารที่เป็นปัจจัยในการนำมาถวายนั้นมีลักษณะดังนี้ คือ
๑.ปัจจัยที่นำมาใช้จ่ายในการทำอาหารนั้น ต้องเป็นปัจจัยที่หามาได้โดยการประกอบสัมมาอาชีพ อันเกิดจากหยาดเหงื่อแรงงานของตน
๒.ภัตตาหารที่จะนำมาถวายนั้นจะต้องเป็นสิ่งของบริสุทธิ์ มิได้เบียดเบียนชีวิตคนและสัตว์อื่น เช่น ถวายภัตตาหารแล้วทำความลำบากให้แก่ครอบครัว ญาติพี่น้องในภายหลัง หรือ การฆ่าสัตว์แล้วทำเป็นอาหารมาถวาย
๓.ภัตตาหารที่นำมาถวายนั้น จะต้องมีคุณภาพดี และเอาส่วนที่ดีที่สุดในบรรดาอาหารที่มีอยู่ ถ้าเป็นข้าวก็เป็นข้าวปากหม้อ ถ้าเป็นแกงก็เป็นแกงที่ตักถ้วยแรกจากหม้อ
๔.ภัตตาหารนั้นต้องเป็นของสมควรแก่สมณบริโภค ไม่เกิดโทษแก่พระภิกษุสามเณรและมีประมาณเพียงพอในการฉัน

เจตนาของผู้ถวายภัตตาหาร
การถวายภัตตาหารจะมีผลานิสงส์มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจิตใจของผู้ถวายเป็นการสำคัญคือเจตนาของผู้ถวายต้องบริสุทธิ์ในกาลทั้ง ๓ คือ
๑.บุพพเจตนา ความตั้งใจก่อนที่จะถวายภัตตาหาร ผู้ถวายต้องมีจิตใจบริสุทธิ์ มีศรัทธาเลื่อมใส ไม่มีความตระหนี่เสียดายของที่จะถวาย
๒.มุญจนเจตนา ความตั้งใจในขณะถวายภัตตาหาร ผู้ถวายจะต้องมีจิตใจเลื่อมใส ศรัทธา ปลื้มปีติยินดีในการถวายนั้น ไม่คิดเสียดาย
๓.อปราปรเจตนา ความตั้งใจหลังจากการถวายภัตตาหารแล้ว เมื่อหวลระลึกนึกถึงขึ้นมาครั้งใด ก็มีจิตใจปลื้มปีติยินดีในบุญกุศลนั่นๆไม่เสียดาย

อานิสงส์ของการถวายภัตตาหาร
ผู้ถวายภัตตาหาร เมื่อทราบถึงหน้าที่ของพระภิกษุสามเณร คุณธรรมของพระภิกษุสามเณร เหตุผลในการถวายภัตตาหาร หลักการถวายภัตตาหาร ความบริสุทธิ์ของภัตตาหาร และ เจตนาของผู้ถวาย ตามที่กล่าวมาแล้วนั้น ผู้ถวายต้องประกอบตนให้มีความสมบูรณ์ในคุณธรรมด้วย การถวายภัตตาหารจึงจะได้ผลานิสงส์อย่างยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้ และการทำบุญแต่ละครั้งนั้นเราต้องถือว่าเพื่อกำจัดกิเลส ความตระหนี่ ความเห็นแก่ตัว และความโลภ ให้กลายมาเป็นคนมีจิตใจโอบอ้อมอารีย์ มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งเป็นคุณสมบัติของคนที่มีความเจริญ

ผลของการถวายภัตตาหารที่ให้ผลในปัจจุบัน ๔ ประการ ตามที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสแก่เสนาบดี ชื่อ สีหะ ในปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกายว่า
๑.ผู้ถวายทานย่อมเป็นที่เคารพนับถือของคนดีทั้งหลาย
๒.คนดีย่อมพอใจที่จะคบหาสมาคมด้วย
๓.ย่อมได้รับการสรรเสริญจากคนดีว่า เป็นผู้มีความเสียสละปราศจากความตระหนี่
๔.จะเข้าไปสู่ที่ประชุมหรือชุมชนใดๆก็ไม่ประหม่า หวาดกลัว เป็นคนกล้าหาญดุจราชสีห์

อีกอย่างหนึ่ง บุคคลที่มีจิตใจเป็นบุญเป็นกุศลทำบุญให้ทานเป็นประจำ ย่อมได้รับความสุข ความเจริญในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ เมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว ย่อมมีจิตใจผ่องใส ไปเกิดในภพใหม่ ชาติใหม่ ก็ย่อมจะมีแต่ความสุข ความเจริญ หรือไปเกิดในภพในภูมิใดๆก็จะไม่ประสบความยากจนเข็ญใจไร้ทรัพย์อัปปัญญา จะมีแต่ความมั่งคั่งสมบูรณ์เพียบพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติประกอบด้วยอิฏฐผล ๖ ประการ คือ
๑.ความเป็นผู้มีผิวพรรณดี   ๒.ความเป็นผู้มีเสียงไพเราะน่าฟัง
๓.ความเป็นผู้มีทรวดทรงสมส่วน  ๔.ความเป็นผู้มีรูปสวยกล่าวคือสรีระทั้งสิ้นงาม
๕.ความเป็นใหญ่โดยความเป็นอธิบดี ๖.เป็นผู้มีบริวารมาก
รวมความว่าการถวายภัตตาหารนั้นได้อานิสงส์คือบุญ และบุญให้ผลก็คือความสุขทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

คำอธิษฐานก่อนถวายภัตตาหาร
 สุทินนัง วะตะ เม ทานัง อาสะวักขะยาวะหัง โหตุ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here